เมนู

PKRU EXPERT : ผศ.อัครวัฒน์ สิงห์ชู นักประยุกต์สร้างบทเพลงพื้นถิ่นอันดามันในท่วงทำนอง “โมเดิร์น รองเง็ง”

  • พ.ย. 22, 2562
  • 855
 
0
 
 
ขนบทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นในรูปแบบ “ผลงานดนตรี” นอกจากจะถูกบอกเล่าผ่านหนังสือและบันทึกทางประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์แล้ว การสืบสานและต่อยอดผลงานให้ยังคงโลดแล่นอยู่บนเวทีการแสดงเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องสนับสนุนอีกทาง
 
 
 
 
ผศ.อัครวัฒน์ สิงห์ชู อาจารย์สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ ม.ราชภัฏภูเก็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีสากล ได้ตระหนักถึงบทบาทของการนำหลักวิชาการสู่การพัฒนาท้องถิ่นโดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรม จึงได้ทำการศึกษาวิจัยการจัดแสดงดนตรีร่วมสมัยในชื่อ “การประยุกต์สร้างบทเพลงรองเง็งกับการเรียบเรียงเสียงประสานในรูปแบบวงอังซังเบลอ” ซึ่งมีความน่าสนใจในการประยุกต์สร้างบทเพลงรองเง็งกับการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงอังซังเบลอ (Ensemble) โดยได้ใช้แนวคิดการนำดนตรีรองเง็งที่เป็นดนตรีพื้นพื้นบ้านมาผสมผสานกับแนวคิดหลักทฤษฎีดนตรีตะวันตก เกิดเป็นงานศิลปะแนวใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากวงรองเง็งคณะสวนกวี จ.กระบี่ โดยได้นำทำนองเพลงรองเง็งมาเรียบเรียงเสียงประสานอย่างปราณีต ก่อเกิดเป็นผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนสาระที่ปรากฏบนงานดนตรีแนวผสมผสานที่เปี่ยมเอกลักษณ์ท้องถิ่นตามแนวทางของรองเง็งได้อย่างลงตัวและไพเราะฟังง่ายตามแนวทางดนตรีสากล คอลัมน์ PKRU EXPERT ขอพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการประพันธ์ดนตรีร่วมสมัย
 
 
 
รองเง็ง + อังซังเบลอ (Ensemble)
 
เมื่อพูดถึงรองเง็ง ผู้คนมักจะจดจำท่วงท่าร่ายรำของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในชุดอาภรณ์สีสันฉูดฉาด แต่ในฐานะของผู้เรียบเรียงดนตรี จังหวะ (Rhythm) ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่ผู้ฟังจดจำท่วงทำนองได้อย่างติดหู ซึ่งปัญหาของรองเง็งคือพ่อเพลงแม่เพลงสูงอายุ ขาดผู้สืบสาน และขาดโอกาสในการต่อยอดทางดนตรี สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ ได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้มีการศึกษาวิจัยร่วมกับวงรองเง็งคณะสวนกวี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1.เพื่อศึกษาบทเพลงรองเง็งของคณะสวนกวีจังหวัดกระบี่ 2.เพื่อวิเคราะห์แนวคิดในการประยุกต์สร้างบทเพลงรองเง็งในรูปแบบวงอังซังเบลอ ในการกระบวนการประยุกต์สร้างได้นำเครื่องดนตรีสากลและดนตรีพื้นบ้านของวงรองเง็งมาผสมวงในรูปแบบวงอังซังเบลอ (Ensemble) โดยใช้แนวคิดในการเรียบเรียงเสียงประสาน ตามหลักทฤษฎีดนตรีสากล ได้ใช้เครื่องดนตรีที่ทั้งหมด 9 ชิ้น ประกอบไปด้วย 1.เปียโน 2.เบส 3.ไวโอลิน 4.กลองรำมะนา 5.อัลโตแซ็กโซโฟน 6.เทเนอร์แซ็กโซโฟน 7.บาริโทนแซ็กโซโฟน
 
 
 
พลิกฟื้นดนตรีพื้นบ้านสู่เวทีดนตรีสากล
 
โจทย์ในการศึกษาวิจัยดนตรีร่วมสมัยในครั้งนี้คือเน้นการอนุรักษ์ และพัฒนาให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงดนตรีพื้นบ้านและสากลได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการนำไปต่อยอดในชุมชนได้และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักดนตรีในชุมชน เพราะว่ารองแง็งจะเป็นดนตรีพื้นบ้านที่เล่นในกลุ่มของชุมชนไม่กี่คน หากสามารถประยุกต์สร้างให้เกิดเป็นดนตรีแนวใหม่จะสามารถต่อยอดและนำไปใช้ในการแสดงดนตรีบนเวทีต่างๆ สร้าง เป็นสีสันและเป็นดนตรีทางเลือกให้กับผู้ฟังหรือสถานบันเทิงรวมถึง ชาวบ้านชุมชนชาติพันธุ์ชาวเลให้กลับมาสืบสานศิลปวัฒนธรรมในถิ่นฐานของตน รวมถึงนักดนตรีสากลรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาดนตรีศึกษา มีแนวดนตรีทางเลือกในการประพันธ์เนื่องจากสามารถใช้เครื่องดนตรีสากล อีกทั้งสามารถสร้างสรรค์ร่วมกับแนวเพลงยอดนิยมอย่าง Pop หรือ Jazz ได้
 
 
 
ผลลัพธ์จากการผสมผสานแนวทางดนตรี 
 
ความจริงแล้วท่วงทำนองดนตรีของบทเพลงรองเง็งเมื่อได้มาวิเคราะห์จะมีความเป็นดนตรีสากลผสมกับความความเป็นดนตรีพื้นบ้าน เนื่องจากได้รับอิทธิพลมาจากการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมสืบต่อกัน การที่จะนำดนตรีในสองวัฒนธรรมมาประยุกต์รวมกันต้องใช้ทักษะและความเข้าใจในการร้อยเรียงท่วงทำนองและจังหวะเพื่อให้ดนตรีมีความสมดุลและลงตัว เช่น การนำไวโอลินซึ่งเป็นเครื่องดนตรีตะวันตกอยู่แล้วบวกเข้ากับดนตรีพื้นบ้านคือกลองรำมะนาที่มีเสียงและจังหวะที่เอกลักษณ์เฉพาะตัว และเครื่องดนตรีสากลชนิดอื่นๆ จนกลายเป็นดนตรีที่มีการผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรมคือดนตรีตะวันตกกับตะวันออก ทำให้เรียนรู้ได้ว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกเชื้อชาติสามารถที่เข้าใจได้และเสพดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ผลงานดนตรีรองเง็งในรูปแบบวงอังซังเบลอได้มีการบันทึกผลงานในรูปแบบคลิปวีดีโอและผลงานดนตรีในรูปแบบ CD และไฟล์เพลง ซึ่งชุมชนชาวไทยใหม่หรือชาวมุสลิมในอันดามัน สามารถนำบทเพลงในรูปแบบผสมผสานนำไปใช้จัดแสดงเพื่อเป็นการเปิดตัวโมเดิร์นรองเง็ง ต่อยอดสู่การสร้างรายได้แก่ชุมชน รวมถึงต่อลมหายใจให้กับศิลปวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของท้องถิ่น จากงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำมาบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนในสาขาวิชาดนตรีศึกษา ในรายวิชาต่างๆ ได้หลายวิชา เช่น วิชาดนตรีท้องถิ่น วิชาหลักการเรียบเรียงเสียงประสาน วิชาทฤษฎีดนตรีไทยและสากล วิชาหลักการรวมวง เป็นต้น และนักศึกษาสามารถนำความรู้จากแนวคิดในการเรียบเรียงเสียงประสานหรือการประยุกต์ร่วมกับแนวดนตรีในท้องถิ่นของตนเองได้อีกด้วย ผศ.อัครวัฒน์ อธิบายถึงที่มาที่ไปและความน่าสนใจของผลงาน
 
 
ม.ราชภัฏภูเก็ต นับเป็นแหล่งภูมิปัญญาของท้องถิ่นอันดามันในด้านศิลปวัฒนธรรมหลากหลายแขนง รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ อนุรักษ์ และต่อยอดให้ศาสตร์และศิลป์ของอันดามันมีความน่าสนใจและสามารถยืนหยัดในโลกสมัยใหม่ได้ด้วยการใช้ความสามารถของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ร่วมมือกับเจ้าของผลงานดั้งเดิมในท้องถิ่น จนเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์ดังเช่น บทเพลงรองเง็งร่วมสมัย ที่ทั้งทรงคุณค่าและสามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างเกิดประโยชน์ทั้งในวงการวิชาการเพื่อการศึกษาและการจัดแสดงเป็นอาชีพเพื่อสร้างงานให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งการดำเนินงานดังที่กล่าวมาเป็นภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่ได้มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
 
เรื่องและภาพ : งานประชาสัมพันธ์ ม.ราชภัฏภูเก็ต (PRPKRU)
 
 
 
เพลง เจะหม้าหมาด 
 
 
เพลง บูหรงบูเตะ
 
 
เพลง เลฮังกังกง
 
 
เพลง ซำมะริซำ
 
Top