PKRU ออกแบบ “วิชาพัฒนาตน” เพาะเมล็ดพันธุ์จิตอาสาให้นักศึกษา

Key Message : รายวิชาการพัฒนาตน Self Development มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
-รายวิชาแรกของ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (PKRU) ที่ไม่ได้ขึ้นตรงโดยหลักสูตรและคณะ แต่รับผิดชอบโดย “กองพัฒนานักศึกษา
-มีการนำหลักจิตตปัญญา ถ่ายทอดให้นักศึกษา ฝึกปฏิบัติ (Practice) และสะท้อนความคิด (Reflective Thinking)
-เป้าหมายของรายวิชา คือ การเรียนรู้ตนเอง เรียนรู้ผู้อื่น เรียนรู้ชุมชนเพื่อจัดกิจกรรมจิตอาสา
-ผู้สอนใช้รายวิชาเป็น Starter ให้นักศึกษา ก้าวสู่การเป็น “อาสาสมัครหรือจิตอาสา” โดยไม่ต้องรอโจทย์จากชั้นเรียน

...เคยรู้สึกกันบ้างหรือไม่ว่า “โลกยุคดิจิทัล” ทำให้เราสะดวก สบาย และรื่นรมย์กับ Content ที่ประเดประดัง โดยสารผ่านตัวกลางอย่างสัญญาณ Cloud+Internet+4G 5G ตกกระทบมาที่อุปกรณ์สุดล้ำสมัยของเราอย่างรวดเร็ว ร้อนแรง แบบไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทว่า เมื่อเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้เรารู้จักโลกใบนี้ได้ทั่วถึงขึ้น แต่กลับรู้จักตนเองหรือสังคมรอบข้าง “น้อยลง” ลู่ทางที่จะได้พัฒนาตน ดูห่างไกลและยากขึ้น...
PKRU (มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต) ในฐานะของสถาบันอุดมศึกษา “คุณธรรม สู้งาน จิตอาสา” และผู้ออกแบบดูแล “ลู่ทาง” ให้ผู้เรียนรู้จักค้นพบตน อาจถูกมองว่าเป็นแหล่งฝึกปรือ Hard Skills (ทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง) แต่ในความเป็นจริง PKRU ได้สอดแทรกไส้ในที่เป็น Soft Skills (คุณสมบัติภายในที่ดีของมนุษย์) มาสักระยะ เปรียบเป็นเชฟก็คงบอกได้ว่าทดสอบสูตรอาหารกันจนนับครั้งไม่ถ้วนด้วยเทคนิคต่าง ๆ จนได้เป็น Final Recipe ซึ่งอาจจะไม่เลอเลิศระดับ มิชลิน สตาร์ แต่ก็ได้ทดลองและเริ่มจากรากฐานความรู้ทางวิชาการ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักศึกษา จนเกิดเป็นรายวิชา “การพัฒนาตน (Self Development)” ซึ่งได้ร่วมกับ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาขึ้นมาให้เป็นหนึ่งในวิชาเรียนของหมวดศึกษาทั่วไป ที่หมายถึงนักศึกษาสาขาไหนก็ต้องลงเรียน ข้อความที่ผู้เขียนได้เคาะแป้นพิมพ์ตั้งแต่ย่อหน้าถัดไป คือเรื่องราวของ ผู้ออกแบบ / ผู้สอน / และผู้เรียน

“ผู้ออกแบบ” รายวิชาการพัฒนาตน
“แรกเริ่มอาจารย์ตั้งชื่อว่า ‘รายวิชายอดมนุษย์’ แต่มันฟังดูแล้ววิชาการน้อยไปนิด เลยยอมเปลี่ยนเป็น การพัฒนาตน ด้วยเชื่อว่าศักยภาพและคุณค่าของ ‘ตน’ ซึ่งก็คือนักศึกษาและตัวอาจารย์เองก็ตามแต่ ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ เริ่มจากรู้จักตนเอง รับรู้เรื่องราวคนรอบข้าง นำไปสู่การใส่ใจสังคม ด้วยวิธีการที่ผู้สอนหรือกระบวนกร PKRU ได้ร่วมกันออกแบบ เปิดใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกัน จนเกิดเป็นรายวิชานี้ขึ้นมา” ผศ.ดร.นพดล จันระวัง คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต หนึ่งในผู้ออกแบบรายวิชา ขมวดคำตอบให้ทีมงาน PRPKRU
แก่นของรายวิชาพัฒนาตน ที่จะช่วยกะเทาะเปลือก หรืออิมแพคคนเรียนได้ด้วยวิธีการยังไงครับ ? ผู้เขียนโยนคำถามหลักในการพบปะกับ อ.นพดล
“การพูดคุยครับ นักศึกษาทุกคนจะได้รับโอกาสเป็นตัวละครเอกในคลาสเรียน ได้มีการสำรวจตัวตนในทุกมิติ ความรู้สึก ปัญหาอุปสรรค เป้าหมายในชีวิต ควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาในด้าน วินัยทางการเงิน การดูแลสุขภาพกาย-ใจ เรียนรู้หน้าที่พลเมือง เพื่อให้ผู้เรียนเห็น Positioning และการเป็นส่วนหนึ่งของตนในสังคม ก่อนที่จะปลุกเร้าให้ทีมผู้เรียนในแต่ละคลาส ออกแบบกิจกรรมจิตอาสา และลงมือทำในพื้นที่ชุมชน เช่น การสร้างสัญญะในแบบศิลป์ เพื่อหวังกระตุ้นเตือนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในกิจกรรมเก็บขยะบนชายหาด / แสดงดนตรีเปิดหมวก รับบริจาคช่วยเหลือมูลนิธิสุนัขจรจัด / อาสาสมัครสอนดนตรีให้นักเรียน ฯลฯ ซึ่งคุณค่าของกิจกรรม คือกระบวนการทั้งหมดเกิดและสำเร็จโดยตน (นักศึกษา) ปราศจากการบังคับ ชี้นำ หรือตัดสินจากผู้สอน
แม้แนวคิดหรือนามของรายวิชาจะใหญ่โต แต่ความคาดหวังบนสภาพความเป็นจริงของเราเล็กน้อยเพียงแค่ ท้ายสุดแล้ว คลาสวิชา Self Development ได้ทำหน้าที่ “เขย่าอะไรบางอย่าง” ที่อาจซุกซ่อนอยู่ในตัวนักศึกษาบางคน หยอดเมล็ดพันธุ์บางอย่างออกไปในสังคม และเชื่อว่าจะได้ผลผลิตที่เป็นส่วนสนับสนุนสังคมในบางแง่มุมครับ”

“ผู้สอน” รายวิชาการพัฒนาตน
ผศ.ดร.อุษณีย์ ศิริสุนทรไพบูลย์ อาจารย์นิเทศศาสตร์ หนึ่งในผู้สอนการพัฒนาตน ไล่เรียงเรื่องราวสะท้อนแง่มุมจากกระบวนกร และประสบการณ์ที่พานพบ ภายหลังตกตะกอนความคิดหลังปิดคลาสเรียน
“จำได้ว่า ตอนเริ่มแรกที่สร้างวิชานี้ อธิการฯ หิรัญ อาจารย์นพดล คุยกับผู้สอนว่า วิชานี้จัดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ชีวิตเพิ่งเปลี่ยนผ่านจากมัธยมปลาย มาเป็น อุดมศึกษา ซึ่งบางคนต้องย้ายที่อยู่มาเรียนไกลบ้าน บางคนไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเรียน เรียนได้ แต่อาจจะจิตใจไม่เข้มแข็ง กิจกรรมในวิชาพัฒนาตน น่าจะช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจตนเอง ตอบตัวเองได้ว่าต้องการอะไร จะเป็นอะไร จะไปสู่หนทางใด เพื่อรับมือกับชีวิตที่โดดเดี่ยวที่หอพัก ชีวิตต้องดูแลตัวเองทุกเรื่อง วิธีการเรียนที่ต่างจาก ม.ปลาย
ตั้งแต่สอนมาก็เจอเคสลักษณะแบบนี้อยู่พอสมควร นักศึกษาต่างจังหวัดในระยะปรับตัว ยังไม่มีเพื่อนสนิท ไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตเท่าไหร่ ในชั้นเรียนได้พูดคุยถึงความสุขความทุกข์ ฝึกการฟังแบบลึก สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยสำหรับนักศึกษา หรือวันหนึ่งที่ต้องพบเพื่อนที่มีความทุกข์หนัก ๆ จะดูแลเพื่อนอย่างไร ทำให้นักศึกษาเข้าใจเรื่อง Sympathy – Empathy ที่แตกต่างกัน
สำหรับเรื่องการฝึกทำโครงการอาสาสมัคร จะเริ่มจากให้นักศึกษามองประเด็นปัญหารอบตัว ค้นหาคำตอบว่าปัญหานั้นเกิดจากเหตุอะไร นักศึกษาเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาส่วนใดได้บ้าง นักศึกษาอยากทำกิจกรรมอะไร เน้นว่าไม่เป็นกิจกรรมที่ต้องรบกวนเงินกระเป๋าของนักศึกษาที่ยังหาเงินเองไม่ได้ ให้ใช้แรง ใช้ความสามารถ ใช้สติปัญญา
นักศึกษาสำรวจพื้นที่ ทำแผนงาน แผนงานผ่านแล้ว ก็ลงมือทำ ส่วนนี้อาจารย์ไม่ได้ติดตามไปตรวจสอบทุกที่ จะทำหน้าที่เพียงเป็นแรงสนับสนุนบางส่วนที่ช่วยได้ การให้คำปรึกษา นักศึกษาที่ลงไปทำงานที่ไหนก็แล้วแต่ ให้ทำคลิปวีดิโอบันทึกการทำงาน ให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นต่องานของตนเอง สัมภาษณ์ผู้คนที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของนักศึกษา
โดยเฉพาะเทอมนี้ออนไลน์เต็มภาคเรียน นักศึกษาลงทำกิจกรรมแถว ๆ บ้านตัวเอง ผู้ใหญ่ในชุมชนให้สัมภาษณ์ว่าไม่เคยเห็นวัยรุ่นทำแบบนี้ ที่วัด ที่มัสยิด ดีใจ ขอบใจเด็ก ๆ ตอนปิดคอร์สได้เปิดวงแลกเปลี่ยนถึงสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้จากการทำกิจกรรมนี้ หลายคนก็บอกว่าภูมิใจที่ได้ลงมือทำ จะหาโอกาสไปทำอีก เป็นการสร้างความมั่นใจเป็นการเสริมพลังด้านบวกให้กับตัวนักศึกษาเอง
แต่ในขณะเดียวก็ไม่จิตอาสาแบบโลกสวยอย่างเดียว ตั้งคำถามให้นักศึกษาชวนกันคิดว่า สุดท้ายแล้วโครงการของเขาแก้ปัญหาได้ตามที่ตั้งใจหรือไม่ ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขได้ ทุกวันนี้จะมีกิจกรรมอาสาเก็บขยะในที่สาธารณะเยอะแยะเลย บางทีก็น่าคิด เรามักเกณฑ์นักเรียนนักศึกษาไปเก็บขยะที่ชาดหาด ทั้งที่จริง ๆ แล้วผู้ใช้ชายหาดเป็นใคร ชวนนักเรียนนักศึกษาไปปลูกป่าปลูกต้นไม้ แต่เวลาหน่วยงานตัดต้นไม้ แอบตัดไม่บอกใครเลย ไม่เกรงใจคนปลูกด้วย ไม่อยากให้เพียงแค่ได้ทำ ทำแบบเป็นแค่พิธีกรรมอะไรบางอย่าง แต่ไม่แก้ปัญหาอะไรเลย ถ้าเป็นแบบนี้อีก 50 ปีข้างหน้าเราก็จะยังเก็บขยะอยู่แบบนี้
อีกหนึ่งประเด็นคือ วันนี้กิจกรรมที่นักศึกษาทำอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่า อาสาสมัคร ได้เต็มปากนัก เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาต้องทำเพื่อเก็บคะแนนในวิชาเรียน ความเป็น ‘อาสาสมัคร’ ควรจะเริ่มต้นที่ตัวนักศึกษาเอง มองเห็นปัญหา เชื่อมั่นในพลังของตนเองในการคิดแก้ปัญหาและลงมือทำ กิจกรรมในชั้นเรียนนี้เป็นเพียง Starter ให้นักศึกษาฉุกคิด วางแผน ลงมือทำ ทบทวน และหวังว่าเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยได้น้ำได้ปุ๋ยที่ดีจะงอกงามต่อไป เป็นงานอาสาสมัครจริง ๆ แบบที่ไม่ต้องรอโจทย์จากชั้นเรียนอีกต่อไป”

“ผู้เรียน” รายวิชาการพัฒนาตน
น้องแฟรงค์ – อภิรักษ์ ขุนอักษร ผู้เรียนรายวิชาการพัฒนาตน สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ฯ ศิลปินฝีมือดีรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มกิจกรรมจิตอาสาเก็บขยะทะเล ที่ผิดแปลกจากขนบทั่วไป เพราะได้นำชิ้นส่วนของขยะที่พบบนหาดทราย นำมาประกอบรูปเป็นเต่าทะเล ในชื่อ “ความตายแห่งท้องทะเล” เพื่อแสดงสัญญะกระตุ้นเตือนถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะทะเล ได้ตอบรับคำชวนจากผู้เขียนเพื่อเล่าถึงแง่มุมของผู้เรียนการพัฒนาตน
“โชคร้ายหน่อยครับ ผมเข้าเรียนปี 1 ที่คลาสเรียนเกือบทั้งหมดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะโควิด โอกาสที่ได้รู้จักเพื่อนในห้องแทบไม่มี วิชานี้มอบปฏิสัมพันธ์ให้ครับ เพราะพวกเราทุกคนมีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราว แบคกราวด์ นิสัยใจคอ ความชื่นชอบ เพื่อทดลองปรับตัวเข้าหากัน มันช่วยย่นย่อเวลาที่ชวนเหนื่อยล้า และรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบนโปรแกรมเรียนออนไลน์ได้อยู่บ้างครับ
อีกส่วนที่วิชานี้สนับสนุนคือ เกิดทีมเวิร์ค ทำให้เห็นทักษะ จุดเด่น ของเพื่อนแต่ละคนที่เมื่อร่วมมือกันจัดกิจกรรมเรื่องที่ซับซ้อนก็ดูง่ายลง และสำคัญมากขึ้นเพราะเป็นเป้าหมายที่ตั้งร่วมกัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้พวกเราได้รับมาแบบอ้อม ๆ จากวิชาครับ
PRPKRU : อย่างที่เนื้อหาในบทความได้บอก “วิชาพัฒนาตน” เป็น Starter หรือ เมล็ดพันธุ์ ที่เราได้ทดลองหว่านลงไป เพื่อให้นักศึกษาเกิดปฏิกิริยาบางอย่างกับตนเองและชุมชนในแง่มุมต่าง ๆ ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า Soft Skills คือ PKRU Mission ที่แม้จะไม่ถูกบัญญัติบนแถลงการณ์วิสัยทัศน์ แต่มหาวิทยาลัยยังคงประเมินผลและเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ในลักษณะนี้ต่อไป
Thai
English
简体中文 
