นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ฯ PKRU ไขคำตอบ "สมการอนุรักษ์ป่าชายเลน" เพื่อความยั่งยืน

นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ฯ PKRU ไขคำตอบ "สมการอนุรักษ์ป่าชายเลน" เพื่อความยั่งยืน
ผ่านโครงงานวิจัย “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟูป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ต" โดยการสนับสนุนทุนสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.)
นักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (PKRU) อาจารย์สายสนิท พงศ์สุวรรณ อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์ วิชาเอกชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟูป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ต Participation of local communities in mangrove forest rehabilitation in Phuket" ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับเลือกรับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
โครงการวิจัยได้นำกระบวนการ “การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR)” มาประยุกต์ใช้ในการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ มีแผนการดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ. 2566 – 2568) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชายเลนที่ขึ้นทดแทนเองตามธรรมชาติ และป่าชายเลนที่ฟื้นฟูโดยการปลูกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (2) ศึกษาวิถีชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน และประเมินคุณค่าของนิเวศบริการ (Ecosystem services) โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (3) ศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและยั่งยืนของชุมชน

สำหรับไอเดียหลักที่นักวิจัยด้านนิเวศวิทยาทางทะเลจาก PKRU ใช้ขับเคลื่อนเพื่อหาคำตอบที่คาใจสังคมว่า...การอนุรักษ์ป่าชายเลนควรใช้วิธีการใดเพื่อสร้างความยั่งยืน? ซึ่งนักวิจัยได้ลงพื้นที่ศึกษาค้นคว้าในเชิงลึก และค้นพบคำตอบและสมการในการอนุรักษ์ป่าชายเลน โดยมี Key Highlight ดังนี้
1. ป่าชายเลนที่ดี ไม่ใช่แค่มีต้นไม้เยอะ แต่ต้องมีต้นไม้ “หลากหลาย”
2. ป่าธรรมชาติ หรือป่าปลูกแบบผสมผสาน ให้คุณภาพชีวิตสัตว์และดิน ดีกว่าป่าปลูกเชิงเดี่ยว
3. สัตว์เล็กๆ อย่างปูแสม คือวิศวกรคนสําคัญของป่า
4. การฟื้นฟูต้องดึงชุมชนมาเป็น “นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง” ร่วมคิดร่วมทํา
และคอนเซ็ปท์หลักที่งานวิจัยส่งสารถึงหน่วยงานราชการหรือเอกชน ที่จะวางแผนดำเนินกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์หรือฟื้นฟูป่าชายเลน จะต้อง "รักษาป่าเดิม สําคัญกว่าสร้างป่าใหม่” และ “ความหลากหลายคือหัวใจ”
นักวิจัย PKRU "อ.สายสนิท" เล่าถึงเรื่องราวในมิติต่าง ๆ ของการศึกษาว่า...
เมื่อก่อนเราวัดความสําเร็จกันที่ “จํานวนไร่” ที่ปลูกเพิ่มได้ แต่พอลองไปสํารวจจริง ๆ กลับพบว่าการปลูกป่าหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ปลูกไม้ชนิดเดียว (Monoculture) เช่น ปลูกแต่โกงกางใบเล็กล้วน ๆ ต้นไม้มันขึ้นหนาแน่นเกินไป แย่งกันโตจนแคระแกร็น ผิดธรรมชาติ ป่าแบบนี้ระบบนิเวศจะไม่สมบูรณ์ บทบาทในการปกป้องชายฝั่งก็น้อย สัตว์น้ำไม่ค่อยอยากเข้ามาอยู่เมื่อเทียบกับ “ป่าธรรมชาติ” หรือ “ป่าฟื้นฟูแบบผสมผสาน” ไม่ได้เลย เพราะป่าที่ดีต้องมีความหลากหลาย ทั้งรากไม้ ใบไม้ ขนาดต้นไม้ เพื่อดึงดูดสิ่งมีชีวิตต่างๆ เข้ามา
จึงเป็นที่มาของงานวิจัย “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟูป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ต” ซึ่งได้ลงพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ต 4 แห่ง ได้แก่ คลองท่ามะพร้าว คลองบางโรง คลองกู้กู และคลองเกาะผี มหาวิทยาลัยใช้กระบวนการศึกษาที่เรียกว่า “วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม” หรือ PAR คือให้ นักวิจัยกับชาวบ้านทํางานด้วยกัน ปีแรกที่เราศึกษาคือปี 2566 เน้นเปรียบเทียบเลยว่า “ป่าปลูกมนุษย์สร้าง” กับ “ป่าธรรมชาติสร้างเอง” ในภูเก็ต มันต่างกันยังไง ทั้งเรื่องดิน น้ำ ต้นไม้ และสัตว์
อีกทั้งเมื่อไปตรวจสุขภาพดินและน้ำ พบว่าในป่าปลูกเชิงเดี่ยว (ปลูกชนิดเดียว) มักจะมีการสะสมของสารอินทรีย์ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส สูงกว่าป่าธรรมชาติ แต่ถ้าเยอะเกินไปแล้วระบายไม่ดี มันจะเกิดปัญหา อีกทั้งพบว่าในป่าปลูก การไหลเวียนของน้ำและการระบายอากาศในดินสู้ป่าธรรมชาติไม่ได้ ดินในป่าปลูกบางแห่งมีสภาพเป็นกรดมากกว่าและมีค่าการระบายน้ำ (Redox potential) ต่ำกว่าป่าธรรมชาติ ซึ่งถ้าค่านี้ติดลบมาก ๆ แสดงว่าดินเน่า มีก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) สะสม รากไม้หายใจลําบาก สัตว์หน้าดินก็อยู่ยาก
ผลวิจัยชี้ให้เห็นอีกว่า ในป่าปลูกแบบผสมผสาน (ปลูกหลายชนิด) จะมีความหลากหลายของปูแสม “สูงกว่า” ป่าธรรมชาติด้วยซ้ำในบางพื้นที่ แต่ถ้าเป็นป่าปลูกเชิงเดี่ยว (ปลูกอย่างเดียว) ความหลากหลายของปูจะต่ำ พอปูน้อย ดินก็แน่น การหมุนเวียนธาตุอาหารก็แย่ลง เป็นลูกโซ่กันไป นอกจากนั้นเราเจอหอย 18 ชนิด หอยที่เจอทุกที่เลยคือ “หอยก้นแหลมป่าชายเลน” ส่วนปลาเราเจอ 30 ชนิด ที่น่าสนใจคือป่าชายเลนเป็นเหมือน “เนอสเซอรี่” ครับ ปลาตัวเล็กๆ อย่างปลาแป้นแก้ว ปลาอมไข่ จะเข้ามาหาอาหาร ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นอาหารให้ปลาเศรษฐกิจอย่าง ปลากะพง หรือปลาเก๋า อีกที ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์จับไปขายหรือเลี้ยงในกระชังต่อ
มิติของชาวบ้านกับวิถีของป่าชายเลน ชาวบ้านรอบป่าชายเลนในภูเก็ต ส่วนใหญ่ถึงแม้จะทํางานบริษัทหรือค้าขาย แต่เขาก็ยังผูกพันกับป่า เราพบว่าเขารู้กฎกติกาดี ห้ามตัดไม้ รู้ว่าต้องช่วยกันอนุรักษ์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ภูมิปัญญา” สัมภาษณ์หมอพื้นบ้าน พบว่ามีการใช้สมุนไพรจากป่าชายเลนถึง 37 ชนิด!
ระหว่างการศึกษาวิจัย เราได้ใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง” (Citizen Science) งานวิจัยชิ้นนี้เราไม่ได้แค่เข้าไปเก็บข้อมูลแล้วกลับ แต่เราดึงชาวบ้านมามีส่วนร่วม มี 4 ระดับ ตั้งแต่ช่วยเก็บข้อมูล ไปจนถึงระดับสูงสุดคือ ชาวบ้านร่วมคิดโจทย์วิจัย ร่วมวางแผน และนําผลไปใช้เอง ซึ่งสิ่งนี้จะทําให้เกิดความยั่งยืนกว่า เพราะเขารู้สึกเป็นเจ้าของ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการจัดการจากการศึกษาวิจัย
• เปลี่ยนตัวชี้วัด: เลิกวัดความสําเร็จแค่ "จํานวนไร่" หรือ "ปริมาณคาร์บอนเครดิต" (Carbon Credit) แต่ควรหันมาใช้ "Biodiversity Credit" (เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ) ควบคู่กันไป
• การฟื้นฟู: ควรเน้นการปลูกป่าแบบผสมผสาน (Mixed species) และเลียนแบบธรรมชาติ (Nature-based solution) หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเชิงเดี่ยว
• การมีส่วนร่วม (Co-management): ใช้โมเดล "วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง" (Citizen Science) ให้ชุมชนเข้ามาร่วมวิจัย ร่วมวางแผน และร่วมประเมินผล เพราะชุมชนคือผู้ที่อยู่กับป่าและได้รับผลกระทบโดยตรง


สรุปสั้น ๆ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า "ป่าปลูกเชิงเดี่ยว ไม่เท่ากับ ป่าสมบูรณ์" การฟื้นฟูที่ยั่งยืนต้องคํานึงถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (พืช, ปู, นก) และคุณภาพดิน โดยต้องดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เป็นแรงงานปลูกป่า แต่เป็นผู้ออกแบบและดูแลรักษา
งานวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (PKRU) ได้แสดงให้เห็นว่าป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่มีคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม วัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยผ่านการออกกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดการพื้นที่ป่าชายเลนในอนาคต ซึ่งการจัดการป่าชายเลนที่ผ่านมาภาคประชาชนมีส่วนร่วมด้านการตัดสินใจและด้านการประเมินผลอยู่ในระดับน้อย การออกมาตรการในการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ผ่านมาส่วนใหญ่อาศัยองค์ความรู้จากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวโดยขาดการบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีผลทำให้การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่าพื้นที่ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการสูง ดังนั้นในการจัดการพื้นที่ป่าชายเลนควรใช้แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและยั่งยืนของชุมชน ในรูปแบบการจัดการร่วม (co-management) ที่มีการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบระหว่างชุมชนกับหน่วยงานของรัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีวัฒนธรรม ร่วมกับการใช้กฎระเบียบจากภาครัฐ และในการฟื้นฟูป่าชายเลนควรสนับสนุนให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ โดยเพิ่มเป้าหมายการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนากลไก Biodiversity credit เข้ามาใช้ร่วมกับ carbon credit ที่ดำเนินงานในขณะนี้
Thai
English
简体中文 
