ครุฯ PKRU ร่วมเวที “ถกหยุดการสูญเสียเด็กสร้างความเสมอภาคสู่สังคม”

(วันที่ 2 สิงหาคม 2565) ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เข้าร่วมเวทีการเสวนา และงานแถลงข่าว พลังฐานข้อมูล เครื่องมือสร้างความเสมอภาคสู่สังคม ปิดทุก GAP “Learning Loss สู่ Learning recovery” หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น (Lost Generation) : ดึงพลังทุกฝ่ายร่วมฟื้นฟูการเรียนรู้เพื่อนำเสนอข้อมูลความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดขึ้นเพื่อเป็นการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทุกมิติ จนเกิดผลลัพธ์ที่ส่งต่อเชิงนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติ และด้วยพลังความร่วมมือจากทุกฝ่าย มาร่วมกันฟื้นฟูการเรียนรู้ หยุดการสูญเสียเด็กทั้งรุ่น


ผศ.ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ PKRU กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นองค์กรที่พึ่งของท้องถิ่น ในเรื่องการผลิตและพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนโดยเฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดของCOVID-19 ที่การจัดการเรียนสอนต้องมีการยกระดับแบบแบบฉับพลัน รวมทั้งกระบวนการผลิตครูฝึกหัดและพัฒนาครูประจำการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ห้องเรียนมิใช่ที่โรงเรียนแต่เป็นที่บ้าน และครูมิใช่ผู้สอนท่านเดียวแต่มีทีมสอนคือผู้ปกครอง ความท้าทายคือ จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูที่เน้นการใช้ห้องเรียนเป็นที่บ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่โรงเรียนนั้นไม่เพียงพอต่อการสถานการณ์โลกที่ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขณะนี้บริบทของโรงเรียนที่แตกต่างกันทั้งในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ดังนั้นการพัฒนาครูประจำการให้มีความพร้อมในองค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เสมือนการติดอาวุธให้กับครูฝึกหัดที่อยู่ในระบบการผลิต และครูประจำการที่อยู่ในสถานศึกษาให้เป็นครูที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ฉลาดรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานเป็นทีมในชุมชนได้โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

คณบดีคณะครุศาสตร์ PKRU กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ได้มีโอกาสร่วมดำเนินงานกับ กสศ. ใน 2 โครงการ คือ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตครูระบบปิดและเตรียมพร้อมครูในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน สร้างครูที่มี Soft Skill และมีเทคนิควิธีการสอนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการมีความรู้ในหลักวิชาการ ในขณะเดียวกันโรงเรียนปลายทางจะมีผู้บริหาร และครูที่ได้รับการส่งเสริมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ เกิดทีมทำงานในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนโดยมีทีมหนุนนำอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จากสถาบันการผลิตครูที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. และ โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครู (School Professional Development: SPD) สำหรับการพัฒนาครูประจำการและนักเรียนทั้งโรงเรียนโดยครอบคลุมทุกระดับชั้น เน้นการสนับสนุนจากทีมโค้ช (Q-Coach) มีการทำงานในลักษณะสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน (Q-Network) โดยนำระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น สร้างโรงเรียนให้เป็น ชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ด้วยกระบวนการ Q-PLC เน้นการสร้างวงจรของการเรียนรู้ที่เป็นระบบและต่อเนื่องและเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะของนักเรียน ช่วยเหลือนักเรียนที่มาจากครอบครัวด้อยโอกาส บ่มเพาะครูด้านจิตวิญญาณความเป็นครูและครูผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นับว่า เป็นพื้นที่นำร่องที่เตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ตรงจุดทั้งระบบการผลิตและระบบการพัฒนาครูอย่างครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ใดๆ เกิดขึ้นครูที่ได้จากกระบวนการผลิตและพัฒนาในแนวทางนี้ย่อมยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน เติมเต็มองค์ความรู้เสมอ และกล้าที่จะร่วมมือกับชุมชน ซึ่ง ณ ตอนนี้ถ้ากล่าวถึง Learning Loss และ Social and Emotional Loss ที่โรงเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันให้ข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อประเมินการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความไม่พร้อมหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาสู่กระบวนการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้บูรณาการที่ช่วยเติมเต็มการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน
“เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา ในสถานการณ์ที่เราทุกคนได้รับผลกระทบจาก COVID-19 นั้น สิ่งที่สามารถทําได้ทันที เพื่อบรรเทาอุปสรรคและนำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ท่ีดี คือการพัฒนาวิชาชีพครู ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อการขับเคลื่อนการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Professional Development) โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของโรงเรียน นักเรียน และครูเป็นเป้าหมายของการพัฒนา โรงเรียนมีโอกาสในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเอง (School Goal) โดยใช้เครื่องมือประเมินผลเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) เพื่อในการวิเคราะห์สภาพปัญหา สถานการณ์และบริบทของโรงเรียน การถดถอยทางการเรียนรู้ ทักษะทางสังคมและอารมณ์ รวมถึงชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนและยกระดับการพัฒนาโรงเรียน ครู ผู้อำนวยการ ชุมชนและนักเรียนให้เกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ทั้งในมิติคุณค่า (Values) ทัศนคติและอุปนิสัย (Attitudes) ทักษะ (Skills) และความรู้ (Knowledge) รวมถึงมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น” ผศ.ดร. ศิริวรรณ กล่าว.

Thai
English
简体中文 
